ค่าไฟ 2026 แพงแค่ไหน? ติด โซล่ารูฟ คุ้มไหมสำหรับบ้านไทย

777 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ค่าไฟ 2026 แพงแค่ไหน

ค่าไฟปี 2026 แพงขึ้นแค่ไหน? แล้วโซล่ารูฟช่วยลดจริงหรือ?
ภาพรวมสถานการณ์ — ทำไมคนพูดถึงโซล่ารูฟมากขึ้น
ในปี 2026 หลายฝ่ายในไทยเริ่มตระหนักว่า “ต้นทุนพลังงาน” โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มตามมา

ด้วยเหตุนี้ หลายครัวเรือนและเจ้าของอาคารจึงหันไปพิจารณาการติดตั้ง “โซล่ารูฟ” หรือระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาเป็นทางเลือกเพื่อลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว เพราะขณะเดียวกัน ราคาการติดตั้งโซลาร์เซลล์ก็ถูกลงเมื่อเทียบกับหลายปีก่อนหน้านี้

ในบทความนี้ เราจะลองประเมินให้ชัด —

ค่าไฟอาจแพงขึ้นจริงแค่ไหนในปี 2025
ถ้าติดตั้งโซล่ารูฟ จะช่วยลดได้เท่าไร
จุดคุ้มทุน (Break-even point) และเงื่อนไขที่ควรพิจารณา

ค่าไฟปี 2025 — คาดการณ์ให้เข้าใจ
แม้ราคาค่าไฟฟ้าของผู้ใช้บ้านอยู่อาศัยจะมีโครงสร้างหลายชั้น (ค่าไฟพื้นฐาน, ค่าเชื้อเพลิง, ภาษี ฯลฯ) แต่ทิศทางโดยรวมคือ “ต้นทุนไฟฟ้าเพิ่ม” โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมัน/ก๊าซในตลาดโลกขยับสูง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าผันผวนตามไปด้วย

ข้อมูลสำหรับปี 2025 ระบุว่า สำหรับหลายครัวเรือน ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยหากใช้พลังงานช่วงกลางวันมาก — อาจอยู่ราว 5,000 – 6,500 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าและวิธีการใช้งานในบ้าน (เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ แอร์ เครื่องปรับอากาศ ตอนกลางวัน)

เมื่อค่าไฟอยู่ที่ระดับนี้ ทุก ๆ ปี ครัวเรือนจะมีภาระค่าไฟสูงมาก โดยเฉพาะหากไม่มีวิธีการลดต้นทุนที่ชัดเจน

ทำไมโซล่ารูฟจึงถูกหยิบมาพิจารณา
ต้นทุนลง — ราคาของแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ลดลงค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การติดตั้งโซล่ารูฟสำหรับบ้านพักอาศัยมีราคาจับต้องได้มากขึ้
นโยบายและกฎหมายเอื้อ — รัฐบาลไทยเพิ่งปรับกฎให้ง่ายขึ้นสำหรับการติดตั้งโซล่ารูฟบนที่อยู่อาศัย/อาคารทั่วไปในปี 2025 เพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน
ความคุ้มทุนในระยะกลางถึงยาว — สำหรับผู้ที่มีค่าไฟสูง และใช้ไฟในช่วงกลางวันมาก โซล่ารูฟอาจคืนทุนภายใน 3–6 ปี (ขึ้นกับพฤติกรรมใช้ไฟ และขนาดระบบที่ติดตั้ง)
เพราะฉะนั้น ปี 2025 จึงถือเป็น “โอกาสทอง” สำหรับหลายครัวเรือนในการพิจารณาโซล่ารูฟอย่างจริงจังมากขึ้น


ประเมิน: ถ้าคุณใช้ไฟแพงขนาดนี้ โซล่ารูฟช่วยลดได้จริงหรือ?
ลองสมมติสถานการณ์ทั่วไปในบ้านพักอาศัย:

สมมติว่าบ้านหลังหนึ่งมีค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 5,200 บาท (ใช้ไฟช่วงกลางวันเยอะ)
ถ้าติดตั้งระบบโซล่ารูฟขนาด 5 kW (ซึ่งเป็นขนาดที่นิยมในบ้านทั่วไป) — ในตลาดปัจจุบัน ราคาติดตั้งโดยประมาณอยู่ที่ 230,000 บาท ± เล็กน้อย (ขึ้นกับอุปกรณ์และคุณภาพ)
ถ้าระบบผลิตไฟฟ้าได้เต็มศักยภาพ และบ้านใช้ไฟในช่วงกลางวันแทบทั้งหมด (เช่น แอร์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ) ระบบสามารถลดค่าไฟลงได้ประมาณ 4,000–5,000 บาท/เดือน (แทนการซื้อไฟจากการไฟฟ้า)
การคำนวณ "จุดคุ้มทุน
สมมติ:

ค่าไฟที่ประหยัดได้ = 5,000 บาท/เดือน → ปีละ 60,000 บาท
ต้นทุนติดตั้ง = 230,000 บาท
แล้ว

230,000 ÷ 60,000 ≈ 3.8 ปี
นั่นหมายความว่า ภายใน 3–4 ปี ระบบโซล่ารูฟจะคืนทุน และหลังจากนั้น “ไฟฟรี” สำหรับบ้านของคุณ (ยกเว้นค่าบำรุงรักษาเล็กน้อย)

หลายรายที่ทำตัวเลขจริงออกมา พบว่าระบบโซล่ารูฟคุ้มค่าโดยเฉพาะเมื่อค่าไฟแพงขึ้น และมีการใช้ไฟในช่วงกลางวันเยอะ

ข้อจำกัด & เงื่อนไขที่ควรพิจารณาก่อนติดตั้งโซล่ารูฟ
แม้โซล่ารูฟจะดูคุ้มค่า แต่ก็มีเงื่อนไขที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

บ้านควรมี “หลังคาที่รับน้ำหนักได้ และมีพื้นที่เพียงพอ” — ถ้าหลังคาโครงสร้างไม่แข็งแรง อาจต้องเสริมโครงสร้างเพิ่มเติม
ถ้าผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย (ค่าไฟไม่เกิน ~ 1,500–2,000 บาท/เดือน) ระบบอาจคืนทุนช้า หรืออาจไม่คุ้มเลย
ถ้าบ้านใช้งานไฟเยอะเวลากลางคืน (เช่น เปิดแอร์ทั้งคืน) ระบบโซล่ารูฟแบบ On-Grid อย่างเดียวอาจไม่พอ — อาจต้องพ่วงแบตเตอรี่ (Hybrid / Off-Grid) → ต้นทุนสูงขึ้นมาก
คุณภาพอุปกรณ์และการติดตั้งสำคัญ หากใช้ของคุณภาพต่ำหรือช่างไม่ชำนาญ — ประสิทธิภาพต่ำ, เสี่ยงเสียเร็ว

ทำอย่างไรให้โซล่ารูฟ “คุ้มสุด” สำหรับบ้านคุณ
สำรวจพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของบ้าน — ถ้าใช้ไฟเยอะในช่วงกลางวัน เช่น เปิดแอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายจุด โซล่ารูฟช่วยได้มาก
เลือกขนาดระบบให้พอเหมาะ — ระบบ 5 kW มักเหมาะกับบ้านทั่วไป 3–4 คน ถ้าบ้านใหญ่ หรือมีอุปกรณ์ใช้ไฟเยอะ อาจต้อง 7–10 kW
ใช้อุปกรณ์คุณภาพดี — แผงโซลาร์เซลล์, อินเวอร์เตอร์, สาย และงานติดตั้งต้องได้มาตรฐาน
พิจารณานโยบายลดหย่อน/เครดิตจากรัฐ — หลายครั้งมีส่วนลดภาษีหรือจูงใจให้ติดตั้ง
ติดตามการใช้ไฟและผลผลิตไฟฟ้า — ตรวจสอบว่าระบบผลิตไฟได้จริงตามที่คาดไว้ (kWh/เดือน), วางแผนใช้ไฟช่วงกลางวันให้คุ้ม

กรณีศึกษา: บ้านกรุงเทพฯที่คุ้มค่าโซล่ารูฟจริง
มีรายงานว่าบ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ติดตั้งโซล่ารูฟขนาดประมาณ 5–6 kW แล้ว ค่าไฟในเดือนที่แสงแดดดี ๆ ลดลงมากกว่า 50% และจุดคุ้มทุนคาดว่าจะเกิดในช่วง 3–5 ปี โดยพฤติกรรมของบ้านนั้นคือ ใช้ไฟช่วงกลางวันเยอะ (เปิดแอร์ ทำงานที่บ้าน) และบางส่วนของไฟที่ผลิตเกินสามารถขายกลับเข้าระบบตามมาตรการ Net-Metering/Buy-back (สำหรับครัวเรือนที่มีข้อกำหนด)

จากกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่า ถ้า “พฤติกรรม + เงื่อนไขบ้าน + ขนาดระบบ” เหมาะ — โซล่ารูฟ “คุ้มจริงและไว”

มุมมองระยะยาว: โซล่ารูฟ คือ “การลงทุนพลังงาน” ไม่ใช่แค่ลดค่าไฟ
แผงโซลาร์เซลล์มีอายุใช้งานยาว (โดยทั่วไป 20–25 ปี)
หลังจุดคุ้มทุน บ้านจะได้รับไฟฟ้าฟรี (ยกเว้นค่าบำรุงรักษาเล็กน้อย)
ลดภาระจาก “ค่าพลังงานที่ผันผวน” — ไม่ต้องกังวลหากค่าไฟหรือราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้น
มีโอกาสขายไฟคืนให้ระบบ (ถ้ามีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชน)
ด้วยเหตุนี้ โซล่ารูฟจึงควรถูกมองเป็น “อสังหาริมทรัพย์ด้านพลังงาน” ที่ให้ผลตอบแทนได้ยาว ไม่ใช่แค่การลดค่าใช้จ่ายชั่วคราว

ข้อสรุป: ปี 2026 — ถ้าคุณใช้ไฟมาก แนะนำให้พิจารณาโซล่ารูฟอย่างจริงจัง
ค่าไฟในปี 2026 มีแนวโน้มแพงขึ้น และต้นทุนพลังงานยังไม่แน่นอน
ราคาการติดตั้งโซล่ารูฟลดลง และนโยบายในไทยเริ่มสนับสนุนมากขึ้น
สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าค่อนข้างสูง โดยเฉพาะช่วงกลางวัน โซล่ารูฟสามารถคืนทุนได้ภายใน 3–5 ปี
การติดตั้งอย่างถูกวิธี ร่วมกับอุปกรณ์คุณภาพดี และวางแผนการใช้ไฟให้เหมาะสม สำคัญกว่าขนาดระบบเพียงอย่างเดียว
ถ้าคุณต้องจ่ายค่าไฟเดือนละ 3,000 บาทขึ้นไป — โซล่ารูฟมีโอกาสคุ้มค่ามาก
ถ้าค่าไฟต่ำกว่า 1,500–2,000 บาท/เดือน — อาจต้องพิจารณาให้ละเอียดก่อนลงทุน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้